...

ที่ระบายอารมณ์ ~~*

Pages

  • Home

suchii View my profile

Recommend

  • THE WIND-UP BIRD CHRONICLE...HARUKI MURAKAMI
  • "ผมเป็นมะเร็ง อายุ 5 ขวบ"
  • after the quake
  • Le Petit Prince
  • ม้ามัมมี่...Jimmy Liao
  • เมฆหารัก...Jimmy Liao
  • ช้างสีชมพูกับแอปเปิ้ลสีทอง...Jimmy Liao

Categories

  • BOOKs  
  • me  

Previous

  • เห็น...ไม่เห็น...
  • ใครว่า “เบนจามิน” ดีกว่า “The reader”
  • วันไม่ว่าง...กับปราสาทกบ
  • ชั้นโดนหลอกค่ะคุณ!!!
  • THE WIND-UP BIRD CHRONICLE...HARUKI MURAKAMI

Links

  • yamamura-animation
  • hi5
  • my space
  • flash น่ารักมาก...
  • กรี้ดๆ...JIMMY..ค่า
  • stu74
  • TCDC
  • cute!!!
  • game เจ๋งดี
  • เกม..เจ๋งหว่ะ
  • ใครว่า “เบนจามิน” ดีกว่า “The reader”

    posted on 11 Mar 2009 13:08 by suchii62

    ชื่อนี้ไม่ได้มีความต้องการจะดูหมิ่นใครหรอกนะคะ แต่พอดีว่าตอนแรกโดนเพื่อนมันไซโคว่าเบนจามินดีกว่าก็เลยแอบเคืองนิดๆ เอาหล่ะ..มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

     

    อนึ่ง สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นการตีความเท่าที่เราได้จากหนังนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นจะเห็นเหมือนกันมั้ย..หากใครที่ต้องการจะไปดูเอง ก็อย่าพึ่งอ่านจะดีกว่าค่ะ หากใครดูแล้วมีความคิดเห็นเฉพาะตัวแล้วไม่อยากให้โดนเราครอบงำ..ก็อย่าอ่าน ขอแนะนำ..สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้สำหรับคนที่ดูแล้วอยากแชร์ความคิดเห็น..เม้นต์ไว้ด้วย..เราอยากรู้ หรือสำหรับคนที่ไปดูมาแล้ว แต่งงๆ..ไม่รู้ว่าหนังมันอะไรกันแน่ ทำไมเคทถึงได้รางวัลวะ ..ขอให้เข้ามาอ่านกันนะคะ…ขอเกริ่นอีกหน่อยค่ะว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักๆชู้สาวอย่างที่คุณคิด โฆษณาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเนื้อเรื่อง สำหรับคนชอบขบคิดเรื่องหนัก..เป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดค่ะ

     

    เอาหล่ะ เปิดเรื่องมาตอนแรกจะเห็นว่าเป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่มีความคำนึงคิดถึงเรื่องในอดีตสมัยหนุ่มๆ วันหนึ่งขณะกลับจากโรงเรียนเขาก็รู้สึกไม่สบาย ก็เลยแวะลงจากรถรางเพื่อมาอ้วกข้างนอก ตอนนั้นฝนก็ตกหนัก เขาพยายามหาที่หลบฝน บังเอิญเจอนางเอกเข้า (จริงๆเรื่องนี้ไม่มีนางเอกหรอกค่ะ เอาเป็นว่าขอเรียกเคทเป็นนางเอกละกัน) นางเอกก็เลยช่วยล้างหน้าล้างตาให้แล้วก็พาไปส่งบ้าน ปรากฏว่าเป็นไข้อีดำอีแดงต้องพักรักษาตัวอยู่ 3 เดือน พอหายก็เลยอยากไปขอบคุณ เลยไปตามหานางเอกที่ๆเจอกัน ปรากฏว่านางเอกอยู่บนตึกที่ไปหลบฝน เป็นพนักงานเก็บตั๋วรถราง..ประมาณว่าแก่รุ่นแม่ ก็คุยกันไรงี้..พอตอนจะกลับนางเอกก็บอกว่าจะออกไปทำงานพอดีรอแป๊บ ขอเปลี่ยนเสื้อ นั่นหล่ะ...ประมาณว่าพระเอกมันเปรตก็เลยแอบดู..นางเอกเห็นเข้า เลยไม่กล้าไปหาอีก แต่พระเอกก็สลัดนางออกไปจากความคิดไม่ได้ ก็เลยไปหา...เอาเป็นว่านางเอกรู้ว่าพระเอกมันคิด..ไรงี้ ก็เลยแบบว่า สุดท้ายก็มีความสัมพันธ์แบบชู้สาวกันอะนะ (เอ่อเรื่องตรงส่วนนี้ไม่เมนเท่าไหร่ ถ้าใครกลัวก็อย่าใส่ใจนะ..โฆษณามันเกินไป..จริงๆมันใช่ point เลยอะ)

     

    หลังจากนั้นพระเอกก็มาหาเรื่อยๆ แบบว่าตกหลุมรักเข้าละ วันหนึ่งขณะคุยเรื่องสัพเพเหระ นางเอกก็ถามพระเอกขึ้นมาว่า แบบว่าพระเอกเรียนอะไรที่โรงเรียนหรอ ภาษา? ไหนลองอ่านหนังสือให้ฟังดิ๊....กุ๊กกิ๊กสุดใจ.....พอผ่านไปหลายวันเข้า นางเอกก็บอกให้พระเอกหาหนังสือมาอ่านให้ฟังอีกเยอะๆ..จากนั้นทุกวันพระเอกก็เลยเอาหนังสือมาอ่านให้ฟัง หนังสือส่วนใหญ่ก็วรรณกรรมคลาสสิกพวก โอดิสซี ไรงี้....เหมือนพระเอกเปิดโลกใบใหม่ให้กับนางเอก..ชั้นว่าเหมือนการเสพติดอะไรซักอย่าง..(ถ้าให้ดี ลองสังเกตเนื้อหาหนังสือทุกๆเล่มนะคะ) ....แต่การมาหานางเอกทุกวันก็ย่อมทำให้สังคมเพื่อนๆของพระเอกขาดหาย...วันหนึ่งทั้ง 2 มีปากเสียงกันประมาณว่าวันนี้เป็นวันเกิดของพระเอก เพื่อนๆก็จะพาไปฉลอง พระเอกไม่ยอมเพราะจะแอบไปหานางเอก แต่ปรากฏว่าพอมาถึงนางเอกก็ชวนทะเลอะเพราะพระเอกมันเปรตวันก่อนไรงี้ แล้วนางเอกก็เครียดเรื่องงาน พระเอกก็เลยตัดพ้อประมาณว่ารู้มั้ยว่านี่วันเกิดมันนะ...เหมือนแบบนางเอกพรากชีวิตวัยหนุ่มของมันไป...วันนั้นนางเอกก็เหมือนตัดสินใจจะลบตัวเองออกจาชีวิตพระเอก ก็เลยจัดการอาบน้ำ..ล้างพระเอก..ขัด...ให้สะอาด แล้วก็จากไปแบบไม่ทิ้งอะไรไว้เลย

     

    ต่อมาพอพระเอกโตเป็นตัวเป็นตน เข้ามหาลัยไปเรียนนิติ โดยไม่รู้ข่าวคราวของนางเอกอีกเลย..ตอนนั้นบังเอิญลงวิชาสัมมนาที่ประมาณว่าเอาคดีจริงๆมาถกกัน..อ่า ลืมบอกค่ะ ช่วงเวลาในหนังเป็นช่วงประมาณที่มีสงครามนาซี กวาดล้างยิวหน่ะ พอพระเอกโตสงครามก็เลิกละ ก็นั่นหล่ะ พอสงครามเลิก ฝ่ายที่ชนะก็เลยมาสอบสวนหาว่าใครทำผิดบ้าง จะเอาผิดคนแพ้สงครามก็คือพวกนาซี ประมาณว่าทำผิดสิทธิมนุษยชน ผิดกฎหมาย...แต่ไอ้ตอนสงครามไม่มีใครสนใจกฎหมายนี่หว่า ใครใหญ่ก็ทำตามคนนั้น พอดีตอนนั้นคดีนี้บูม อาจารย์ก็เลยพาลูกศิษย์ในคลาสไปฟังการพิจารณา ปรากฏว่า นางเอกหลังจากออกจากงานก็ไปเป็นผู้คุมค่ายนาซี ก็เลยกลายเป็นแพะที่สังคมประณามว่าทำร้ายร่างกายชาวยิว

     

    ...ชั้นชอบตรงที่เพื่อนในคลาสเดียวกับพระเอกพูดนะ.. เพื่อนของพระเอกบอกว่า..ไอ้การที่เอาผู้คุม 6 คนเข้ามาเป็นผู้รับผิดในสงครามนี้มันผิด!! คนเยอรมันทุกคนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ มีใครกล้าปฏิเสธบ้างหล่ะว่าไม่รู้เห็นสิ่งที่ฮีตเลอร์ทำ ทุกคนก็ปล่อยให้มันเลยตามเลย..แล้วจะมาโทษอีแค่ผู้หญิง 6 คนเนี้ยะนะ.... แต่ไอ้ 6 คนนี้ก็ผิดอยู่ดี ถ้าเป็นเค้าจะยิงทิ้งให้หมด...ไรงี้ เราว่าไอ้บ้านี่เป็นตัวแทนของคนที่มาแย้วๆอยู่ข้างนอก แบบว่า มึงอะ เอาแต่ชี้ว่าคนโน้นอย่างงี้ คนนี้อย่างงั้น คนนู้นคนนี้ผิด แต่สุดท้ายแกเองนั่นแหละ ก็เป็นเหมือนผู้คุมที่คอยจะสั่งเอาชีวิตคนโน้นคนนี้เหมือนกัน พวกผู้คุมอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ แกมันก็แค่คนที่เห็นความผิดของคนอื่นแต่ไม่เห็นความคิดแย่ๆของตัวเอง...

     

    หลังจากนั้น ก็ตามติดสถานการณ์ในศาลมาเรื่อยๆ พระเอกก็เครียดๆแต่ช่างหัวมันละกัน เรามาสนใจเรื่องของนางเอกดีกว่า ขณะที่ศาลกำลังทำการไต่สวนนางเอกมีคำถามเด็ดๆตั้งหลายอัน ตอนแรกศาลก็พูดถึงเรื่องที่ทุกสัปดาห์ผู้คุมทุกคนต้องเลือกนักโทษออกไปคนละ 10 คนเพื่อที่จะนำออกไปจากค่ายเพื่อนำไปฆ่า ไอ้ผู้คุมคนอื่นปฏิเสธหมด มีแค่นางเอกที่ยอมรับ คนก็ฮือฮากันใหญ่ประมาณ รับทำติ่งอะไร...ศาลก็ถามอีกว่า คุณรู้มั้ยว่าเค้าจะพาคนเหล่านี้ไปฆ่า..นางเอกก็รับอีก แถมเพิ่มว่าก็ถ้าไม่ฆ่าก็มีที่ไม่พอสำหรับคนใหม่ที่จะมาในสัปดาห์ถัดไป ศาลก็เลยถามว่าแล้วทำไมคุณถึงยังทำอีกทำแค่เพื่อจะได้มีพื้นที่สำหรับ....นางเอกก็เลยถามกลับไปว่า “แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง”..!!!....ก็ในเมื่อเป็นลูกจ้างเค้า..เค้ามีอำนาจ..แล้วตอนที่สมัครก็ไม่รู้นี่หว่าต้องมาทำอะไรอย่างงี้..ตกลงเป็นความผิดกูใช่มั้ยที่ไปสมัครเป็นผู้คุม!!...โอ้ว!!ทำเอาทั้งศาลอึ้งไปเลยค่ะ...นางเอกเท่ห์มากขอบอก จากตรงนี้อย่าพึ่งคิดนะว่านางเอกโง่เพราะเด๋วจะเฉลยตอนสุดท้าย

     

    เอาหล่ะกลับมาที่ศาล ปรากฏว่าซักไปซักมา ไปเจอเข้าว่ามีอุบัติเหตุ..เรื่องมันยาว เอาเป็นว่ามีไฟไหม้ในบริเวณที่ขัง..ศาลก็เลยถามว่าทำไมไม่ปล่อยนักโทษออกมาเพราะเกือบทั้งหมดโดนไฟคลอกตายหมดเลย..นางเอกก็ตอบๆ..ไรงี้..แต่ดันมีหลักฐานประมาณว่าเป็นบันทึกผู้คุมซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง แล้วไอ้พวกผู้คุมด้วยกันก็เห็นว่านางเอกแม่งรับผิดไปแล้วก็เลยโบ้ยให้นางเอกซะเลย ประมาณว่านางเอกเป็นหัวหน้า เป็นคนเขียนรายงานและจัดการ สั่งการทั้งหมด นางเอกก็ปฎิเสธ..ประมาณว่ากูเปล่าเขียน...ยืนยันสุดตัว ศาลก็เลยบอกให้นางเอกลองเขียนอะไรก็ได้ แล้วจะให้ตรวจสอบลายมือเทียบกับรายงาน นางเอกกลับอึกอักไม่ยอม ไอ้ทนายที่รู้เห็นเป็นใจกับผู้คุมคนอื่นก็ยึกยัก..เถียงกันไปมา เหมือนนางเอกจะอะไรซักอย่าง..ก็เลยจำยอมว่าเป็นคนเขียนรายงานเอง........คราวนี้ปริศนาทั้งหมดมาคลี่คลายที่พระเอก...หลังจากย้อนภาพอดีตไป 3 ตลบก็นึกขึ้นมาได้ว่านางเอกอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แล้วแม่งจะเขียนรายงานได้ไง พระเอกอึดอัด..ประมาณว่าตกลงกูควรจะไปบอกว่าจะเป็นพยานดีมั้ย สับสนก็เลยไปปรึกษาอาจารย์

     

    ชั้นชอบสิ่งที่อาจารย์พูดค่ะ..จริงๆต้องบอกว่าเหมือนเป็นตัวเฉลยเรื่องทั้งหมดหล่ะ ตั้งแต่ที่เค้าอภิปรายเรื่องความถูกต้อง...ถูก-ผิด...ศีลธรรม-กฎหมาย สิ่งที่กฎหมายบอกว่าถูกหรือผิดนี่มันช่างแคบเสียเหลือเกิน สิ่งที่รพเอกกำลังจะทำ ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม เพราะยังไงฆ่าคนหน่ะก็ผิดอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องถูก-ผิดทางกฎหมาย แบบว่าก็นางเอกไม่ได้เป็นคนเขียนที่หว่า โทษที่ได้ก็ต้องเป็นตามนั้นดิ เค้าไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจนิ...ไรงี้ แต่สิ่งที่เป็นข้องขัดแย้งอีกอย่างก็คือ การที่นางเอกตัดสินใจยอมรับความผิดเพื่อปกปิดเรื่องการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นี่ แสดงว่านางเอกให้ความสำคัญกับมัน..เห็นว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย

     

    ถ้าคนที่ไปดูแล้วสังเกตตอนต้นเรื่องให้ดีๆ มีเนื้อความของหนังสือเล่นนึงที่พระเอกอ่านให้นางเอกฟัง ประมาณว่า ความลับของคนแต่ละคนหน่ะมันไม่เหมือนกัน เรื่องของแต่ละตนแตกต่างกัน และความสำคัญของความลับนั้นแต่ละคนก็แตกต่างกัน บ้างให้ความสำคัญมา บ้างให้น้อย ปฏิบัติแตกต่างกันไป สำหรับบางคนในเรื่องเดียวกันอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่บางคนเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครรู้ความระดับความสำคัญของความลับของกันและกัน..

     

    ...อ่า มาถึงตรงนี้เราเลยนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องนึง เป็นเรื่องของเด็กคนนึง มือเข้าไปติดอยู่ในแจกันลายคราม ราคาหลายแสน ทำไงก็เอาไม่ออก พ่อแม่ยอมแพ้เลยทุบแจกันทิ้ง ปรากฏว่าไอ้ที่เอาไม่ออกเพราะลูกกำลูกอมเม็ดเดียวที่ทำหล่นลงไปเอาไว้ในมือ ถ้าคลายออกก็คงเอามือออกมาได้โดยไม่เสียแจกัน....

     

    สำหรับนางเอก คงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอัปยศอดสู..ห้ามบอกใคร พระเอก ตอนแรกเหมือนจะช่วย แต่สุดท้ายกลั้นใจ เคารพการตัดสินใจของนางเอก สุดท้ายศาลตัดสินผู้คุมคนอื่นจำคุกประมาณ 4 ปี ส่วนนางเอกจำคุกตลอดชีวิต

     

    พระเอกก็หนีไปทำใจ..พยายามจะลืม..เหมือนจะสุดท้ายเรียนจบแต่งงานกับเพื่อนที่เรียนในคลาสเดียวกัน มีลูก..มันบอกว่าตัวเอกไม่ยอกเปิดใจให้ใคร ต่อมา(ชั้นว่ามันลืมนางเอกไม่ได้)ก็หย่ากัน พระเอกเลยตัดใจ แม้พยายามจะลืม..ไม่เคยมาเหยียบบ้านเกิดอีก ถึงพ่อจะตาย แต่พอหย่าเมียแล้วเหมือนกัดฟันมาบ้านเกิดอีกครั้ง หันไปเห็นกองหนังสือ คิดถึงนางเอก เลยอัดหนังสือใส่เป็นเทปส่งไปให้ในเรือนจำ..ตอนนี้นางเอกแก่มากละ แต่ฟังแล้วก็จำได้ คิดถึงพระเอก...เหมือนได้กลับไปอยู่ในโลกที่เฝ้าฝันถึงอีกครั้ง...ฟังไปฟังมา(โคตรฉลาด)ก็ไปยืมหนังสือจากห้องสมุดคุกมาอ่านเทียบตามเทป..ฝึกฝนจนเขียนได้งูๆปลาๆ เลยส่งจดหมายมาหาพระเอก พระเอกก็ส่งเทปไปให้เรื่อยๆ สุดท้ายอะไรซักอย่าง นางเอกจะพ้นโทษ ตอนแรกเหมือนพระเอกไม่อยากไปรับมาอยู่ด้วย ประมาณว่ายังรักนะ..แต่รูปแบบมันเปลี่ยนไปแล้ว ผ่านชีวิตมาอายุปูนนี้ แต่งงาน มีลูก เรื่องในวัยหนุ่มเป็นเหมือนฝัน....แต่สำหรับนางเอกทุกอย่างยังเหมือนเดิม เวลาเหมือนถูกหยุดไว้อยู่กับที่ ความรักต่อพระเอกยังโหยหา แต่พระเอกก็ยังรักนะ แบบว่าแอบไปเตรียมที่พักไว้ให้หลังจากออกมา แต่แบบตอนเจอหน้าก็ห่างเหินนิดนึงอะ ประมาณจะช่วยนะ แต่ชั้นไม่รักเธอแล้ว....ไม่รู้นะเราว่าพระเอกมันก็แค่ไม่อยากให้นางเอกต้องอยู่โดยมีมันเท่านั้น อยากให้ยืนด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ได้เสน่หาแบบก่อน..เหมือนที่บอกไปแล้ว เอาเป็นว่านางเอกมันรับไม่ได้..อย่างที่บอกว่า ความรักที่มันมีต่อพระเอก เหมือนเป็นแบบถูกหยุดเวลาไว้ แต่ของพระเอกมันเปลี่ยนไปแล้ว..มันเลยตรอมใจผูกคอตาย...โอว..ตรงนี้เค้าใช้ symbol แจ๋วมาก นางเอกเอาหนังสือต่างๆที่ยืมมาใช้ฝึกเขียน..พูดง่ายๆก็คือพวกหนังสือที่พระเอกอ่านให้มันฟังอะ เอามากองบนโต๊ะทำให้ยืนได้ถึง...ปนะมาณว่าการกระทำห่างเหินของพระเอกอะบีบคั้นให้นางเอกฆ่าตัวตาย

     

    พระเอกผู้ไม่รู้อะไรเลย ถึงเวลาก็จะมารับนางเอกกลับบ้าน ปรากฏว่าเพิ่งมารู้ว่าตายไปแล้ว แล้วก็ทิ้งของฝากพระเอกไว้ เป็นกระปุกชาโลหะเล็กๆ ข้างในใส่เงินไว้ประมาณ 7,000 มาร์ก บอกว่าเอาไปให้เหยื่อสงครามที่รอดชีวิตที่มาขึ้นศาลวันนั้นที แล้วฝากคำพูดถึงพระเอกแค่ว่า “สวัสดี”...งึมๆ

     

    อ่า..ทนอีกนิดจะหมดละ....

     

    พระเอกก็ไปหาเหยื่อที่ว่า เอาเงินไปให้ ตอนแรกเค้าก็รับไม่ได้ ประมาณว่าแล้วไง ยังไงอีนี่ก็ฆ่าคนอยู่ดี สุดท้ายพอได้ฟังเรื่องราวแล้วก็เหมือนใจอ่อนยอมรับไปเฉพาะกระปุก....เรื่องมาคลี่คลายตรงนี้นี่เอง......

     

    เหยื่อคนนั้นบอกว่า ตอนเด็กๆ ตอนที่อยู่ในค่ายกักกัน เค้าเองก็เคยมีกระปุกแบบนี้เหมือนกัน เค้าจะเก็บสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไว้ในนั้น ..เอ่อตอนนั้นแค่ขนหมาหน่ะ..

     

    ........เมื่อเทียบกับนางเอก..สุดท้ายนางเอกก็เหมือนเด็กคนนึง..จะมีใครเก็บกระปุกชาแบบนั้นไว้กันวะ...คิดอะไรใส...ใสจริงๆ.......เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่โกหกใคร....ไม่ได้อยากทำร้ายใคร....ก็แค่ทำตามหน้าที่..........ก็เพียงแค่สิ่งที่เธอยึดมั่นถือมั่น คือการรักษาความลับที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนั้น แต่มันช่างยิ่งใหญ่สำหรับเธอเหลือเกินเท่านั้น

     

    ชอบตอนจบนะ ที่เหยื่อคนนั้นรับกระป๋องไป โดยไม่เอาเงินหน่ะ......ชัดเจนว่าเค้ายอมรับสิ่งที่นางเอกเป็น....ยอมรับเรื่องนางเอกไม่ได้เป็นผู้เขียนรายงาน..ไม่ได้เป็นหัวหน้าผู้มีอำนาจสั่งการ...แต่ในขณะเดียวกัน เค้าไม่สามารถรับเงินนั้น.....อันเป็นตัวแทนของสิ่งที่นางเอกทำ...บอกว่าของข้างในกระป๋องหน่ะเป็นสิ่งมีคุณค่าที่สุด(ตามที่คนๆพูด) เหมือนเป็นตัวแทนนางเอกทั้งหมด เพราะสุดท้าย..นางเอกก็ฆ่าคนอยู่ดี

     

    ตอนหลัง..หลังจากที่พระเอกได้พูดเปิดใจกับเหยื่อคนนั้น ก็เลยเริ่มเปิดใจกับลูกสาว เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวฟัง...พูดง่ายๆก็คือ เรื่องทั้งหมดนี้ ก็คือ “ความลับ”ของพระเอกนั่นเอง

     

    ชั้นรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถสร้างความขัดแย้งได้อย่างลงตัว เป็นคำถามไม่รู้จบ โดยเฉพาะเรื่องความถูก-ผิด และความลับที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราทุกๆคน .....บางครั้งเราไม่เข้าใจ..อะไรวะเรื่องแค่นี้..แต่ละคนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน การสร้างภาพเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดถ้อยชัดคำ....สอดแทรกและสอดประสานเนื้อเรื่องทั้งหมด จนไม่สามารถบอกว่าส่วนไหนสำคัญที่สุด คำพูดทุกคำของตัวละคร แม้แต่หนังสือที่พระเอกอ่านก็มีความหมาย ไม่ใช้หนังรักชู้สาวธรรมดาอย่างที่ใครคิด สำคัญที่สุดคือคุณเคท..ขอสดุดีไว้ ณ ที่นี้ เธอเหมาะสมกับรางวัลของเธอแล้ว..ชั้นชอบมากมี่สุดตอนปะทะอารมณ์..ที่พระเอกไปหานางเอกในคุก..ที่นั่งคุยกันที่โรงอาหาร..สายตานางเอก...มันเจ๋งมากที่รัก!!!!~

     

    หนังเรื่องนี้....ไปดูให้ได้นะคะ..อย่าพลาด ได้ข่าวว่า base on หนังสืออะไรซักอย่าง อ่านไม่ทัน...รู้สึกจะเป็นภาษาเยอรมัน ถ้าเห็นมีเวอร์ชั่นอังกฤษคงต้องไปหามาอ่านหล่ะค่ะ..ใครรู้บอกกันด้วยนะคะ

    Tags: the reader, หนัง9 Comments

    Comment



    smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

    Tweet

    ยาวมากมึง 555 แต่กูเห็นด้วย ชอบรีดเดอร์รองลงมาจากสลัมด็อกว่ะ เบนจี้กุดูแล้วง่วงๆแต่มันก็ดีอะนะ
    ส่วนตัวรู้สึกว่าเคทได้รางวัลเพราะความทุ่มเท กล้าเล่น แต่ในแง่อารมณ์ก็ทำได้ดีน่ะแหละ ชอบมากๆตอนจังหวะที่นางเอกหัดอ่านหนังสือ ตอนที่มันรู้จักคำว่า The เป็นคำแรกนี่มัน โอ๊ย กูซึ้งโคตรๆ ตอนหลังร้องไห้ตลอดเลย ซึ้งเศร้ามากๆ แต่ส่วนตัวเราก็ไม่อาจจะจับสาระได้แบบแกว่ะ ไอ้สิ่งที่เราจับได้คือเรื่องของอารมณ์ล้วนๆทั้ง แพสชั่น ไฟราคะ ความอับอาย ความไร้อารมณ์ของพระเอก จนไปถึงการระเบิดทางอารมณ์ช่วงสุดท้าย สะใจจริงๆ
    ดูสลัมด็อกยัง อันนั้นดีจริง แต่น้ำเน่าไปหน่อย

    #2 By alamode on 2009-03-11 20:48

    ยาวเว่อ และกูอ่านไม่จบ
    แหะแหะ

    แปะไว้ไปหาดูอีกทีนะเบนจามิน open-mounthed smile

    #3 By iDoi* on 2009-03-11 22:22

    เดี๋ยวกูไปดูก่อนนะ ค่อยมาอ่านของมึง

    #4 By มังคุดสุดรัก on 2009-03-11 22:31

    ขอบคุณค่ะ ว่าจะไม่ดู แต่เล่าซะจนอยากดูเลย ^_^

    #5 By ben (125.24.63.235) on 2009-03-12 09:00

    Hot!

    กุอ่านจบ มึงเขียนสนุกดี

    #6 By buffy on 2009-03-12 11:40

    ผมว่าหนังสือดีกว่า เพราะตอนผมจินตนาการฉากอัศจรรย์ล้ำเลิศกว่า

    ว่ะฮะฮะฮะconfused smile

    #7 By บุญเปรื่อง on 2009-03-24 13:52

    มาอ่านแล้วเข้าใจหนังขึ้นเยอะเลยครับ เจ๋งจริงๆ
    เพิ่งดูจบไปก็ยังงงๆบ้าง
    แต่รู้สึกว่าเคทช่างดูลึกลับซะจริงๆ Hot! ขันน้ำ

    #8 By E R R O R การ์ตูนขี้โม้ on 2009-04-17 02:03

    เราชอบทั้งสองเรื่อง แต่ชอบ เบนจามินมากกว่านะ มันเป็นอะไรที่แปลกดี ไม่คิดว่า คนเขียนจะคิดบทขึ้นมาได้ ทำให้เราคิดตามได้ว่า ถ้าเราเป็นเบนจามิน เราจะทำไง

    แต่เรื่อง reader ชอบ ตรงที่ นางเอก เก็บความลับได้สุดยอดเลยจิงๆ แล้วก้อทำให้มานั่งนึก เราจะยอมเก็บความลับไว้ขนาดนั้นเลยเหรอ เรื่องมันสั้นกว่า เบนจามินเยอะ จุดของมันคือ คุณเก็บความลับไว้ได้ขนาดไหน

    เราเลยว่า เบนจามิน ดูน่าสนใจกว่าค่ะ

    #9 By a (58.64.113.57) on 2009-06-02 00:15

    Powered by exteen blog. You may view this blog RSS or ATOM.