ใครว่า “เบนจามิน” ดีกว่า “The reader”
posted on 11 Mar 2009 13:08 by suchii62ชื่อนี้ไม่ได้มีความต้องการจะดูหมิ่นใครหรอกนะคะ แต่พอดีว่าตอนแรกโดนเพื่อนมันไซโคว่าเบนจามินดีกว่าก็เลยแอบเคืองนิดๆ เอาหล่ะ..มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
อนึ่ง สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นการตีความเท่าที่เราได้จากหนังนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นจะเห็นเหมือนกันมั้ย..หากใครที่ต้องการจะไปดูเอง ก็อย่าพึ่งอ่านจะดีกว่าค่ะ หากใครดูแล้วมีความคิดเห็นเฉพาะตัวแล้วไม่อยากให้โดนเราครอบงำ..ก็อย่าอ่าน ขอแนะนำ..สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้สำหรับคนที่ดูแล้วอยากแชร์ความคิดเห็น..เม้นต์ไว้ด้วย..เราอยากรู้ หรือสำหรับคนที่ไปดูมาแล้ว แต่งงๆ..ไม่รู้ว่าหนังมันอะไรกันแน่ ทำไมเคทถึงได้รางวัลวะ ..ขอให้เข้ามาอ่านกันนะคะ…ขอเกริ่นอีกหน่อยค่ะว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักๆชู้สาวอย่างที่คุณคิด โฆษณาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเนื้อเรื่อง สำหรับคนชอบขบคิดเรื่องหนัก..เป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดค่ะ
เอาหล่ะ เปิดเรื่องมาตอนแรกจะเห็นว่าเป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่มีความคำนึงคิดถึงเรื่องในอดีตสมัยหนุ่มๆ วันหนึ่งขณะกลับจากโรงเรียนเขาก็รู้สึกไม่สบาย ก็เลยแวะลงจากรถรางเพื่อมาอ้วกข้างนอก ตอนนั้นฝนก็ตกหนัก เขาพยายามหาที่หลบฝน บังเอิญเจอนางเอกเข้า (จริงๆเรื่องนี้ไม่มีนางเอกหรอกค่ะ เอาเป็นว่าขอเรียกเคทเป็นนางเอกละกัน) นางเอกก็เลยช่วยล้างหน้าล้างตาให้แล้วก็พาไปส่งบ้าน ปรากฏว่าเป็นไข้อีดำอีแดงต้องพักรักษาตัวอยู่ 3 เดือน พอหายก็เลยอยากไปขอบคุณ เลยไปตามหานางเอกที่ๆเจอกัน ปรากฏว่านางเอกอยู่บนตึกที่ไปหลบฝน เป็นพนักงานเก็บตั๋วรถราง..ประมาณว่าแก่รุ่นแม่ ก็คุยกันไรงี้..พอตอนจะกลับนางเอกก็บอกว่าจะออกไปทำงานพอดีรอแป๊บ ขอเปลี่ยนเสื้อ นั่นหล่ะ...ประมาณว่าพระเอกมันเปรตก็เลยแอบดู..นางเอกเห็นเข้า เลยไม่กล้าไปหาอีก แต่พระเอกก็สลัดนางออกไปจากความคิดไม่ได้ ก็เลยไปหา...เอาเป็นว่านางเอกรู้ว่าพระเอกมันคิด..ไรงี้ ก็เลยแบบว่า สุดท้ายก็มีความสัมพันธ์แบบชู้สาวกันอะนะ (เอ่อเรื่องตรงส่วนนี้ไม่เมนเท่าไหร่ ถ้าใครกลัวก็อย่าใส่ใจนะ..โฆษณามันเกินไป..จริงๆมันใช่ point เลยอะ)
หลังจากนั้นพระเอกก็มาหาเรื่อยๆ แบบว่าตกหลุมรักเข้าละ วันหนึ่งขณะคุยเรื่องสัพเพเหระ นางเอกก็ถามพระเอกขึ้นมาว่า แบบว่าพระเอกเรียนอะไรที่โรงเรียนหรอ ภาษา? ไหนลองอ่านหนังสือให้ฟังดิ๊....กุ๊กกิ๊กสุดใจ.....พอผ่านไปหลายวันเข้า นางเอกก็บอกให้พระเอกหาหนังสือมาอ่านให้ฟังอีกเยอะๆ..จากนั้นทุกวันพระเอกก็เลยเอาหนังสือมาอ่านให้ฟัง หนังสือส่วนใหญ่ก็วรรณกรรมคลาสสิกพวก โอดิสซี ไรงี้....เหมือนพระเอกเปิดโลกใบใหม่ให้กับนางเอก..ชั้นว่าเหมือนการเสพติดอะไรซักอย่าง..(ถ้าให้ดี ลองสังเกตเนื้อหาหนังสือทุกๆเล่มนะคะ) ....แต่การมาหานางเอกทุกวันก็ย่อมทำให้สังคมเพื่อนๆของพระเอกขาดหาย...วันหนึ่งทั้ง 2 มีปากเสียงกันประมาณว่าวันนี้เป็นวันเกิดของพระเอก เพื่อนๆก็จะพาไปฉลอง พระเอกไม่ยอมเพราะจะแอบไปหานางเอก แต่ปรากฏว่าพอมาถึงนางเอกก็ชวนทะเลอะเพราะพระเอกมันเปรตวันก่อนไรงี้ แล้วนางเอกก็เครียดเรื่องงาน พระเอกก็เลยตัดพ้อประมาณว่ารู้มั้ยว่านี่วันเกิดมันนะ...เหมือนแบบนางเอกพรากชีวิตวัยหนุ่มของมันไป...วันนั้นนางเอกก็เหมือนตัดสินใจจะลบตัวเองออกจาชีวิตพระเอก ก็เลยจัดการอาบน้ำ..ล้างพระเอก..ขัด...ให้สะอาด แล้วก็จากไปแบบไม่ทิ้งอะไรไว้เลย
ต่อมาพอพระเอกโตเป็นตัวเป็นตน เข้ามหาลัยไปเรียนนิติ โดยไม่รู้ข่าวคราวของนางเอกอีกเลย..ตอนนั้นบังเอิญลงวิชาสัมมนาที่ประมาณว่าเอาคดีจริงๆมาถกกัน..อ่า ลืมบอกค่ะ ช่วงเวลาในหนังเป็นช่วงประมาณที่มีสงครามนาซี กวาดล้างยิวหน่ะ พอพระเอกโตสงครามก็เลิกละ ก็นั่นหล่ะ พอสงครามเลิก ฝ่ายที่ชนะก็เลยมาสอบสวนหาว่าใครทำผิดบ้าง จะเอาผิดคนแพ้สงครามก็คือพวกนาซี ประมาณว่าทำผิดสิทธิมนุษยชน ผิดกฎหมาย...แต่ไอ้ตอนสงครามไม่มีใครสนใจกฎหมายนี่หว่า ใครใหญ่ก็ทำตามคนนั้น พอดีตอนนั้นคดีนี้บูม อาจารย์ก็เลยพาลูกศิษย์ในคลาสไปฟังการพิจารณา ปรากฏว่า นางเอกหลังจากออกจากงานก็ไปเป็นผู้คุมค่ายนาซี ก็เลยกลายเป็นแพะที่สังคมประณามว่าทำร้ายร่างกายชาวยิว
...ชั้นชอบตรงที่เพื่อนในคลาสเดียวกับพระเอกพูดนะ.. เพื่อนของพระเอกบอกว่า..ไอ้การที่เอาผู้คุม 6 คนเข้ามาเป็นผู้รับผิดในสงครามนี้มันผิด!! คนเยอรมันทุกคนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ มีใครกล้าปฏิเสธบ้างหล่ะว่าไม่รู้เห็นสิ่งที่ฮีตเลอร์ทำ ทุกคนก็ปล่อยให้มันเลยตามเลย..แล้วจะมาโทษอีแค่ผู้หญิง 6 คนเนี้ยะนะ.... แต่ไอ้ 6 คนนี้ก็ผิดอยู่ดี ถ้าเป็นเค้าจะยิงทิ้งให้หมด...ไรงี้ เราว่าไอ้บ้านี่เป็นตัวแทนของคนที่มาแย้วๆอยู่ข้างนอก แบบว่า มึงอะ เอาแต่ชี้ว่าคนโน้นอย่างงี้ คนนี้อย่างงั้น คนนู้นคนนี้ผิด แต่สุดท้ายแกเองนั่นแหละ ก็เป็นเหมือนผู้คุมที่คอยจะสั่งเอาชีวิตคนโน้นคนนี้เหมือนกัน พวกผู้คุมอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ แกมันก็แค่คนที่เห็นความผิดของคนอื่นแต่ไม่เห็นความคิดแย่ๆของตัวเอง...
หลังจากนั้น ก็ตามติดสถานการณ์ในศาลมาเรื่อยๆ พระเอกก็เครียดๆแต่ช่างหัวมันละกัน เรามาสนใจเรื่องของนางเอกดีกว่า ขณะที่ศาลกำลังทำการไต่สวนนางเอกมีคำถามเด็ดๆตั้งหลายอัน ตอนแรกศาลก็พูดถึงเรื่องที่ทุกสัปดาห์ผู้คุมทุกคนต้องเลือกนักโทษออกไปคนละ 10 คนเพื่อที่จะนำออกไปจากค่ายเพื่อนำไปฆ่า ไอ้ผู้คุมคนอื่นปฏิเสธหมด มีแค่นางเอกที่ยอมรับ คนก็ฮือฮากันใหญ่ประมาณ รับทำติ่งอะไร...ศาลก็ถามอีกว่า คุณรู้มั้ยว่าเค้าจะพาคนเหล่านี้ไปฆ่า..นางเอกก็รับอีก แถมเพิ่มว่าก็ถ้าไม่ฆ่าก็มีที่ไม่พอสำหรับคนใหม่ที่จะมาในสัปดาห์ถัดไป ศาลก็เลยถามว่าแล้วทำไมคุณถึงยังทำอีกทำแค่เพื่อจะได้มีพื้นที่สำหรับ....นางเอกก็เลยถามกลับไปว่า “แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง”..!!!....ก็ในเมื่อเป็นลูกจ้างเค้า..เค้ามีอำนาจ..แล้วตอนที่สมัครก็ไม่รู้นี่หว่าต้องมาทำอะไรอย่างงี้..ตกลงเป็นความผิดกูใช่มั้ยที่ไปสมัครเป็นผู้คุม!!...โอ้ว!!ทำเอาทั้งศาลอึ้งไปเลยค่ะ...นางเอกเท่ห์มากขอบอก จากตรงนี้อย่าพึ่งคิดนะว่านางเอกโง่เพราะเด๋วจะเฉลยตอนสุดท้าย
เอาหล่ะกลับมาที่ศาล ปรากฏว่าซักไปซักมา ไปเจอเข้าว่ามีอุบัติเหตุ..เรื่องมันยาว เอาเป็นว่ามีไฟไหม้ในบริเวณที่ขัง..ศาลก็เลยถามว่าทำไมไม่ปล่อยนักโทษออกมาเพราะเกือบทั้งหมดโดนไฟคลอกตายหมดเลย..นางเอกก็ตอบๆ..ไรงี้..แต่ดันมีหลักฐานประมาณว่าเป็นบันทึกผู้คุมซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง แล้วไอ้พวกผู้คุมด้วยกันก็เห็นว่านางเอกแม่งรับผิดไปแล้วก็เลยโบ้ยให้นางเอกซะเลย ประมาณว่านางเอกเป็นหัวหน้า เป็นคนเขียนรายงานและจัดการ สั่งการทั้งหมด นางเอกก็ปฎิเสธ..ประมาณว่ากูเปล่าเขียน...ยืนยันสุดตัว ศาลก็เลยบอกให้นางเอกลองเขียนอะไรก็ได้ แล้วจะให้ตรวจสอบลายมือเทียบกับรายงาน นางเอกกลับอึกอักไม่ยอม ไอ้ทนายที่รู้เห็นเป็นใจกับผู้คุมคนอื่นก็ยึกยัก..เถียงกันไปมา เหมือนนางเอกจะอะไรซักอย่าง..ก็เลยจำยอมว่าเป็นคนเขียนรายงานเอง........คราวนี้ปริศนาทั้งหมดมาคลี่คลายที่พระเอก...หลังจากย้อนภาพอดีตไป 3 ตลบก็นึกขึ้นมาได้ว่านางเอกอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แล้วแม่งจะเขียนรายงานได้ไง พระเอกอึดอัด..ประมาณว่าตกลงกูควรจะไปบอกว่าจะเป็นพยานดีมั้ย สับสนก็เลยไปปรึกษาอาจารย์
ชั้นชอบสิ่งที่อาจารย์พูดค่ะ..จริงๆต้องบอกว่าเหมือนเป็นตัวเฉลยเรื่องทั้งหมดหล่ะ ตั้งแต่ที่เค้าอภิปรายเรื่องความถูกต้อง...ถูก-ผิด...ศีลธรรม-กฎหมาย สิ่งที่กฎหมายบอกว่าถูกหรือผิดนี่มันช่างแคบเสียเหลือเกิน สิ่งที่รพเอกกำลังจะทำ ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม เพราะยังไงฆ่าคนหน่ะก็ผิดอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องถูก-ผิดทางกฎหมาย แบบว่าก็นางเอกไม่ได้เป็นคนเขียนที่หว่า โทษที่ได้ก็ต้องเป็นตามนั้นดิ เค้าไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจนิ...ไรงี้ แต่สิ่งที่เป็นข้องขัดแย้งอีกอย่างก็คือ การที่นางเอกตัดสินใจยอมรับความผิดเพื่อปกปิดเรื่องการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นี่ แสดงว่านางเอกให้ความสำคัญกับมัน..เห็นว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย
ถ้าคนที่ไปดูแล้วสังเกตตอนต้นเรื่องให้ดีๆ มีเนื้อความของหนังสือเล่นนึงที่พระเอกอ่านให้นางเอกฟัง ประมาณว่า ความลับของคนแต่ละคนหน่ะมันไม่เหมือนกัน เรื่องของแต่ละตนแตกต่างกัน และความสำคัญของความลับนั้นแต่ละคนก็แตกต่างกัน บ้างให้ความสำคัญมา บ้างให้น้อย ปฏิบัติแตกต่างกันไป สำหรับบางคนในเรื่องเดียวกันอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่บางคนเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครรู้ความระดับความสำคัญของความลับของกันและกัน..
...อ่า มาถึงตรงนี้เราเลยนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องนึง เป็นเรื่องของเด็กคนนึง มือเข้าไปติดอยู่ในแจกันลายคราม ราคาหลายแสน ทำไงก็เอาไม่ออก พ่อแม่ยอมแพ้เลยทุบแจกันทิ้ง ปรากฏว่าไอ้ที่เอาไม่ออกเพราะลูกกำลูกอมเม็ดเดียวที่ทำหล่นลงไปเอาไว้ในมือ ถ้าคลายออกก็คงเอามือออกมาได้โดยไม่เสียแจกัน....
สำหรับนางเอก คงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอัปยศอดสู..ห้ามบอกใคร พระเอก ตอนแรกเหมือนจะช่วย แต่สุดท้ายกลั้นใจ เคารพการตัดสินใจของนางเอก สุดท้ายศาลตัดสินผู้คุมคนอื่นจำคุกประมาณ 4 ปี ส่วนนางเอกจำคุกตลอดชีวิต
พระเอกก็หนีไปทำใจ..พยายามจะลืม..เหมือนจะสุดท้ายเรียนจบแต่งงานกับเพื่อนที่เรียนในคลาสเดียวกัน มีลูก..มันบอกว่าตัวเอกไม่ยอกเปิดใจให้ใคร ต่อมา(ชั้นว่ามันลืมนางเอกไม่ได้)ก็หย่ากัน พระเอกเลยตัดใจ แม้พยายามจะลืม..ไม่เคยมาเหยียบบ้านเกิดอีก ถึงพ่อจะตาย แต่พอหย่าเมียแล้วเหมือนกัดฟันมาบ้านเกิดอีกครั้ง หันไปเห็นกองหนังสือ คิดถึงนางเอก เลยอัดหนังสือใส่เป็นเทปส่งไปให้ในเรือนจำ..ตอนนี้นางเอกแก่มากละ แต่ฟังแล้วก็จำได้ คิดถึงพระเอก...เหมือนได้กลับไปอยู่ในโลกที่เฝ้าฝันถึงอีกครั้ง...ฟังไปฟังมา(โคตรฉลาด)ก็ไปยืมหนังสือจากห้องสมุดคุกมาอ่านเทียบตามเทป..ฝึกฝนจนเขียนได้งูๆปลาๆ เลยส่งจดหมายมาหาพระเอก พระเอกก็ส่งเทปไปให้เรื่อยๆ สุดท้ายอะไรซักอย่าง นางเอกจะพ้นโทษ ตอนแรกเหมือนพระเอกไม่อยากไปรับมาอยู่ด้วย ประมาณว่ายังรักนะ..แต่รูปแบบมันเปลี่ยนไปแล้ว ผ่านชีวิตมาอายุปูนนี้ แต่งงาน มีลูก เรื่องในวัยหนุ่มเป็นเหมือนฝัน....แต่สำหรับนางเอกทุกอย่างยังเหมือนเดิม เวลาเหมือนถูกหยุดไว้อยู่กับที่ ความรักต่อพระเอกยังโหยหา แต่พระเอกก็ยังรักนะ แบบว่าแอบไปเตรียมที่พักไว้ให้หลังจากออกมา แต่แบบตอนเจอหน้าก็ห่างเหินนิดนึงอะ ประมาณจะช่วยนะ แต่ชั้นไม่รักเธอแล้ว....ไม่รู้นะเราว่าพระเอกมันก็แค่ไม่อยากให้นางเอกต้องอยู่โดยมีมันเท่านั้น อยากให้ยืนด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ได้เสน่หาแบบก่อน..เหมือนที่บอกไปแล้ว เอาเป็นว่านางเอกมันรับไม่ได้..อย่างที่บอกว่า ความรักที่มันมีต่อพระเอก เหมือนเป็นแบบถูกหยุดเวลาไว้ แต่ของพระเอกมันเปลี่ยนไปแล้ว..มันเลยตรอมใจผูกคอตาย...โอว..ตรงนี้เค้าใช้ symbol แจ๋วมาก นางเอกเอาหนังสือต่างๆที่ยืมมาใช้ฝึกเขียน..พูดง่ายๆก็คือพวกหนังสือที่พระเอกอ่านให้มันฟังอะ เอามากองบนโต๊ะทำให้ยืนได้ถึง...ปนะมาณว่าการกระทำห่างเหินของพระเอกอะบีบคั้นให้นางเอกฆ่าตัวตาย
พระเอกผู้ไม่รู้อะไรเลย ถึงเวลาก็จะมารับนางเอกกลับบ้าน ปรากฏว่าเพิ่งมารู้ว่าตายไปแล้ว แล้วก็ทิ้งของฝากพระเอกไว้ เป็นกระปุกชาโลหะเล็กๆ ข้างในใส่เงินไว้ประมาณ 7,000 มาร์ก บอกว่าเอาไปให้เหยื่อสงครามที่รอดชีวิตที่มาขึ้นศาลวันนั้นที แล้วฝากคำพูดถึงพระเอกแค่ว่า “สวัสดี”...งึมๆ
อ่า..ทนอีกนิดจะหมดละ....
พระเอกก็ไปหาเหยื่อที่ว่า เอาเงินไปให้ ตอนแรกเค้าก็รับไม่ได้ ประมาณว่าแล้วไง ยังไงอีนี่ก็ฆ่าคนอยู่ดี สุดท้ายพอได้ฟังเรื่องราวแล้วก็เหมือนใจอ่อนยอมรับไปเฉพาะกระปุก....เรื่องมาคลี่คลายตรงนี้นี่เอง......
เหยื่อคนนั้นบอกว่า ตอนเด็กๆ ตอนที่อยู่ในค่ายกักกัน เค้าเองก็เคยมีกระปุกแบบนี้เหมือนกัน เค้าจะเก็บสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไว้ในนั้น ..เอ่อตอนนั้นแค่ขนหมาหน่ะ..
........เมื่อเทียบกับนางเอก..สุดท้ายนางเอกก็เหมือนเด็กคนนึง..จะมีใครเก็บกระปุกชาแบบนั้นไว้กันวะ...คิดอะไรใส...ใสจริงๆ.......เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่โกหกใคร....ไม่ได้อยากทำร้ายใคร....ก็แค่ทำตามหน้าที่..........ก็เพียงแค่สิ่งที่เธอยึดมั่นถือมั่น คือการรักษาความลับที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนั้น แต่มันช่างยิ่งใหญ่สำหรับเธอเหลือเกินเท่านั้น
ชอบตอนจบนะ ที่เหยื่อคนนั้นรับกระป๋องไป โดยไม่เอาเงินหน่ะ......ชัดเจนว่าเค้ายอมรับสิ่งที่นางเอกเป็น....ยอมรับเรื่องนางเอกไม่ได้เป็นผู้เขียนรายงาน..ไม่ได้เป็นหัวหน้าผู้มีอำนาจสั่งการ...แต่ในขณะเดียวกัน เค้าไม่สามารถรับเงินนั้น.....อันเป็นตัวแทนของสิ่งที่นางเอกทำ...บอกว่าของข้างในกระป๋องหน่ะเป็นสิ่งมีคุณค่าที่สุด(ตามที่คนๆพูด) เหมือนเป็นตัวแทนนางเอกทั้งหมด เพราะสุดท้าย..นางเอกก็ฆ่าคนอยู่ดี
ตอนหลัง..หลังจากที่พระเอกได้พูดเปิดใจกับเหยื่อคนนั้น ก็เลยเริ่มเปิดใจกับลูกสาว เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวฟัง...พูดง่ายๆก็คือ เรื่องทั้งหมดนี้ ก็คือ “ความลับ”ของพระเอกนั่นเอง
ชั้นรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถสร้างความขัดแย้งได้อย่างลงตัว เป็นคำถามไม่รู้จบ โดยเฉพาะเรื่องความถูก-ผิด และความลับที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราทุกๆคน .....บางครั้งเราไม่เข้าใจ..อะไรวะเรื่องแค่นี้..แต่ละคนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน การสร้างภาพเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดถ้อยชัดคำ....สอดแทรกและสอดประสานเนื้อเรื่องทั้งหมด จนไม่สามารถบอกว่าส่วนไหนสำคัญที่สุด คำพูดทุกคำของตัวละคร แม้แต่หนังสือที่พระเอกอ่านก็มีความหมาย ไม่ใช้หนังรักชู้สาวธรรมดาอย่างที่ใครคิด สำคัญที่สุดคือคุณเคท..ขอสดุดีไว้ ณ ที่นี้ เธอเหมาะสมกับรางวัลของเธอแล้ว..ชั้นชอบมากมี่สุดตอนปะทะอารมณ์..ที่พระเอกไปหานางเอกในคุก..ที่นั่งคุยกันที่โรงอาหาร..สายตานางเอก...มันเจ๋งมากที่รัก!!!!~
หนังเรื่องนี้....ไปดูให้ได้นะคะ..อย่าพลาด ได้ข่าวว่า base on หนังสืออะไรซักอย่าง อ่านไม่ทัน...รู้สึกจะเป็นภาษาเยอรมัน ถ้าเห็นมีเวอร์ชั่นอังกฤษคงต้องไปหามาอ่านหล่ะค่ะ..ใครรู้บอกกันด้วยนะคะ

ส่วนตัวรู้สึกว่าเคทได้รางวัลเพราะความทุ่มเท กล้าเล่น แต่ในแง่อารมณ์ก็ทำได้ดีน่ะแหละ ชอบมากๆตอนจังหวะที่นางเอกหัดอ่านหนังสือ ตอนที่มันรู้จักคำว่า The เป็นคำแรกนี่มัน โอ๊ย กูซึ้งโคตรๆ ตอนหลังร้องไห้ตลอดเลย ซึ้งเศร้ามากๆ แต่ส่วนตัวเราก็ไม่อาจจะจับสาระได้แบบแกว่ะ ไอ้สิ่งที่เราจับได้คือเรื่องของอารมณ์ล้วนๆทั้ง แพสชั่น ไฟราคะ ความอับอาย ความไร้อารมณ์ของพระเอก จนไปถึงการระเบิดทางอารมณ์ช่วงสุดท้าย สะใจจริงๆ
ดูสลัมด็อกยัง อันนั้นดีจริง แต่น้ำเน่าไปหน่อย
#2 By alamode on 2009-03-11 20:48